การเลือกซื้อโต๊ะคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมแก่การใช้งาน

 

วิธีการเลือกซื้อโต๊ะคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมแก่การใช้งาน

เป็นการเลือกซื้อให้เข้ากับการทำงานของเรานั้นเอง เพราะการเลือกโต๊ะทำงานมันสำคัญอย่างหนึ่ง เนื่องจากเราใช้เวลาในการทำงานทั้งวัน หากเราใช้โต๊ะที่ไม่เหมาะสม อาจเกิดอาการอื่นๆตามมาได้ เคยเป็นกันหรือไม่ว่าการนั่งทำงานเป็นเวลานานๆจะมีอาการปวดหลัง ปวดเอว ปวดขา และเมื่อยเนื้อเมื่อตัวไปหมด เพราะเป็นการนั่งที่ใช้เวลานานนั้นเอง สิ่งที่เราทำได้ไม่ใช้แค่ลุกออกไปยืดเส้นยืดสายนะ เพราะเนื่องจากงานที่มันค่อนข้างเยอะ หลายคนคงจะกระดิกตัวไปไหนไม่ได้จริงๆ แต่เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการหาโต๊ะและเก้าอี้ทำงานให้เหมาะสมนั้นเอง การเลือกซื้อแบบไหนถึงจะเหมาะสมกับการใช้งานของเรา มาดูกันเลย

โต๊ะที่เน้นการใช้งานเกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์โดยตรง

เราต้องคำนึงถึงการใช้สอยในการวางคอมพิวเตอร์ ก่อนอื่นต้องดูว่าคอมพิวเตอร์ของเรามีลักษณะอย่างไร หากเป็นการวางประเภทแมคบุ๊คแล้วล่ะก็ เราก็ไม่จำเป็นต้องมีโต๊ะที่กว้าง เพราะแมคบุ๊คหรือโน๊ตบุ๊คไม่ต้องใช้พื้นที่ในการใช่สอยมากนัก เราจะซื้อตามขนาดของแมคบุ๊คหรือโน๊ตบุ๊คก็พอ นอกจากจะช่วยเซฟในเรื่องของราคาแล้ว ยังใช้พื้นที่ในการใช้สอยน้อยอีกด้วยนะ แต่ถ้าหากเป็นคอมพิวเตอร์ประเภทที่มีพีซีละก็ เราก็ต้องคำนวนพื้นที่กันใหม่ เพราะเราจะต้องมีพื้นที่ในการวางเม้าท์ และคีย์บอร์ด และที่สำคัญคือที่วางพีซีอีกด้วย ถ้าเป็นคอมพิวเตอร์ประเภทนี้ เราจะต้องมีพื้นที่ที่กว้างขึ้น เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน ซึ่งจะต้องวางทุกอย่างให้เหมาะสม ไม่บีบให้มีพื้นที่น้อยจนเกินไปเพราะจะเป็นการเกรงในการใช้งาน จะเกิดให้ทำงานไม่สะดวก และมีอาการอื่นๆตามมา แต่สำหรับท่านที่บอกว่าเป็นคอมพิวเตร์แบบพีซีแต่มีพื้นที่ที่จำกัด เราก็ควรเลือกโต๊ะที่มีการวางคอมที่มีการแบ่งแยกชิ้นส่วน ซึ่งมีขายตามท้องตลาดทั่วไป ด้วยการแบ่งแยกในการวางจอด้านบนโต๊ะ มีลิ้นชักวางแป้นพิมพ์หรือคีย์บอร์ดได้ และมีช่องวางพีซีแยกให้ต่างหาก โต๊ะแบบนี้ที่สามารถช่วยตอบโจทย์ให้กับคนมีพื้นที่จำกัดและบุคคลที่มีคอมพิวเตอร์แบบหลากหลายชิ้นนั้นเอง

 

หากท่านมีความประสงค์จะวางสิ่งของอื่นๆอย่างเช่น เอกสาร หรือเครื่องปริ้นเตอร์นั้น

คุณควรเลือกโต๊ะที่มีขนาดกว้างขึ้น หรืออาจจะซื้อโต๊ะแยกออกมาเพื่อวางสิ่งของเหล่านั้น หากมีพื้นที่จำกัดหรือมีห้องขนาดเล็ก ก็ควรทำชั้นติดกับกำแพง และวางเอกสารต่างห่าง เพื่อเป็นการประหยัดพื้นที่และไม่มายัดกันอยู่ที่โต๊ะคอมพิวเตอร์ของเราอย่างเดียว เพื่อความสบาย ผ่อนคลายในการนั่งทำงานของตัวท่านเอง

การเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ให้คุ้มค่า

การเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่มักมีปัญหากับมือใหม่หัดใช้คอมพิวเตอร์ การจ่ายเงินซื้อในเศรษฐกิจแบบนี้ก็ถือว่าต้องคิดหน้าคิดหลังให้ดี เพราะอะไรก็ดูจะแพงไปเสียหมด ดังนั้นวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ให้คุ้มค่ากับราคาและเงินที่เสียไป 

สำหรับผู้ที่สนใจจะซื้อคอมพิวเตอร์สักตัว แต่อาจจะไม่มีความมั่นใจในการเลือกซื้อหรือไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เลย ซึ่งราคาของคอมพิวเตอร์ก็มีหลากหลายราคาอีกด้วย ทำให้มีการเลือกซื้อที่ค่อนข้างยากเข้าไปใหญ่ และเราเองก็ไม่รู้ว่าการที่เราเลือกซื้อราคาสูงแต่ผลลัพธ์ของมันจะออกมาดีตามราคาที่เราจ่ายไปหรือไม่ และเราจะต้องคำนึงถึงในเรื่องใดเป็นอันดับแรกสำหรับการใช้งานหรือราคา และแบบรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่เหมาะสมกับการใช้ของเรา

 

การคิดการคำนวนในการซื้อคอมพิวเตอร์เบื้องต้น

  • การเลือกซื้อด้วยงบที่มีอยู่ แน่นอนแหละว่าปัญหานี้เป็นปัญหาหลักหรือปัญหาใหญ่สำหรับบางคนและส่วนใหญ่จะมีปัญหาทางการเงินมาเป็นอันดับแรก เพราะการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่นั้นเราคาดหวังอยากได้คอมรุ่นใหม่สวยๆ สเป็กดีๆ เหมาะแก่การใช้งานทั้งในปัจจุบันและเผื่อการใช้งานในอนาคตอีกด้วย ดังนั้นการใช้งบประมาณในการซื้อจึงน่ากลัวที่สุด

 

  • เลือกตามลักษณะที่เราใช้งาน การเลือกซื้อให้เหมาะกับการใช้งานย่อมสำคัญ ก็เพราะหากเราซื้อเกินการใช้งานหรือซื้อสเป็กที่สูงแต่เราเองไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร มันจะทำให้เราเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ เพราะหากเราแทบจะไม่ได้ใช้งานอะไรเลย เราก็ควรเลือกที่ให้มันเหมาะสมเพื่อจะได้เป็นการเซฟตังของตนเอง ไม่ใช้จ่ายทิ้งขว้างได้

 

  • การเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ในแบรนด์ที่มีชื่อเสียง หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่มีความรู้เรื่องของคอมพิวเตอร์มาก่อน แน่นอนคะว่าการเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ตามแบรนด์ที่มีชื่อเสียงย่อมเป็นการดีที่สุดสำหรับคุณ ข้อดีของการซื้อคอมพิวเตอร์ตามแบรนด์ต่างๆที่มีชื่อทำให้เราไม่โดนพ่อค้าหลอกได้ง่าย มีราคาที่ตายตัว ไม่สามารถหลอกเราได้ในระดับหนึ่ง และสเป็กในราคาของรุ่นนั้นๆก็ตามราคาที่แบรนด์ได้ตั้งไว้ซึ่งราคาเหล่านั้นส่วนใหญ่จะเป็นราคากลางที่ไม่มากและไม่น้อยไปกว่ากันเท่าไหร่ 

 

  • การเลือกซื้อโดยผ่านผู้ที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ สิ่งนี้จะเป็นสิ่งที่เรียกว่าดีกว่าที่ผ่านๆมา เพราะถ้าเรามีคนที่เรารู้จัก เราควรให้พวกเขาช่วยเลือกให้ เพราะบุคคลที่มีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์สามารถบอกเราได้ว่าเรานำมาใช้งานลักษณะนี้ควรใช้ความสเป็กแค่ไหนได้ดี ซึ่งมันจะเป็นการเลือกให้พอเหมาะกับการใช้งาน โดยไม่ต้องจ่ายส่วนอื่นที่เราไม่จำเป็นต้องมี หรือโดนหลอกให้ซื้อในเรื่องที่เราไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาพรวมระบบเครือข่าย

 

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับภาพรวมระบบเครือข่าย

 

รูปแบบการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย (Network Topology)

1. การเชื่อมต่อแบบ Bus เป็นการเชื่อมต่อแบบเส้นทางเดียว

มีลักษณะคล้ายท่อน้ำประปา ใช้สาย Coaxial เพียงเส้นเดียวเป็นแกนหลักในการเชื่อมต่อ ด้านหัวและท้ายจะมี Terminator เป็นตัวปิด ระบบแบบนี้มีข้อเสียตรงที่หากจุดใดจุดหนึ่งขาด ระบบโดยรวมจะทำงานไม่ได้ ระยะทางในการต่อจากสายเมนหลักไปยังเครื่องมีสองระบบคือ 200 เมตร (10Base2) และ 500 เมตร (10Base5) แต่ในปัจจุบันการเชื่อมต่อแบบ Busไม่นิยมใช้กันแล้ว เพราะความเร็วในการส่งข้อมูลจะอยู่ที่ 10 Mbps เท่านั้น

2. การเชื่อมต่อแบบ Star

การเชื่อมต่อจะมีอุปกรณ์ Hub/Switch เชื่อมต่ออยู่ตรงกลาง เครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกันโดยใช้สาย UTP/STPซึ่งในปัจจุบันนี่ถือเป็นรูปแบบการเชื่อมต่อที่นิยมใช้กันมากที่สุด โดยการต่อสายระยะทางจากคอมพิวเตอร์ไปยัง Hub/Switch ยาวสุดจะอยู่ที่ประมาณ 100 เมตร(10BaseT/100BaseT) กรณียาวเกิน 100 เมตร ก็สามารถใช้ Hub หรือ Switch เพื่อเพิ่มระยะทางได้มาตรฐานระบบเครือข่าย LAN
มาตรฐานเครือข่าย LAN ที่นิยมใช้กันทั่วไปมี 3 แบบ คือ

–     Ethernet พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Xerox เป็นมาตรฐานระบบเครือข่าย LANที่นิยมใช้กันมากที่สุดในปัจจุบันช่วงหลังได้รับการดูแลและกำหนดมาตรฐานโดยสถาบันวิศวกรไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ IEEE (Institute of Electronics and Electronics Engineers) โดยที่มาตรฐาน Ethernet ที่นิยมในระบบเครือข่าย LAN จะใช้มาตรฐาน IEEE 802.3 เช่น Ethernet (10 Mbps), Fast Ethernet (100 Mbps), Gigabit Ethernet (1000 Mbps) โดยที่ Ethernet จะใช้เทคนิคการส่งข้อมูลแบบ CSMA/CD (Carrier Sense Multiple Access/Collision Detection) กล่าวคือถ้าเกิดส่งข้อมูลพร้อมกันและสัญญาณชนกัน จะต้องมีการส่งข้อมูลใหม่

 

–     Token-Ring พัฒนาขึ้นโดยบริษัท IBM จะใช้ Access Method แบบ Token Passing ในการเชื่อมต่อสามารถใช้ได้ทั้งสาย Coaxial, UTP, STP หรือสายเส้นใยแก้วนำแสง (Fiber optic)ระบบเครือข่ายแบบนี้มีความคงทนต่อความผิดพลาดสูง (Fault-tolerant)ความเร็วในการรับส่งข้อมูลจะอยู่ที่ 4-16 Mbps

3. FDDI (Fiber Distributed Data Interface)

เป็นมาตรฐานเครือข่ายความเร็วสูงที่กำหนดขึ้นโดย ANSIและหน่วยงานมาตรฐานสากล (OSI) ทำงานอยู่ในชั้น Physicalส่วนมากนำไปใช้เชื่อมต่อเป็น Backbone(เป็นสายสัญญาณหลักเชื่อมต่อระหว่างเครือข่าย LAN เข้าด้วยกัน) ใช้ Access Method แบบ Token-passing และใช้ Topology แบบวงแหวนคู่ (Dual Ring)ซึ่งช่วยทำให้ทนต่อข้อบกพร่อง (Fault tolerance) ของระบบเครือข่ายได้ดีขึ้นทำงานอยู่ที่ความเร็ว 100 Mbps

อินเตอร์เน็ตจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างไร

อินเตอร์เน็ตจำเป็นต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างไร

 

ต้องยอมรับกันนะคะว่าสมัยนี้อินเตอร์เน็ตนั้นมีส่วนสำคัญในการใช้ชีวิตประจำวันหรือใช้ในการทำงานเป็นหลัก เพราะอินเตอร์เน็ตเป็นส่วนสำคัญในการส่งข้อมูลต่างๆไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสารด้านการทำงาน หรือแม้การใช้ชีวิตในประจำวันก็ต้องอาศัยอินเตอร์เน็ตด้วยกันทั้งนั้น

 

อินเตอร์เน็ตเกี่ยวข้องอะไรบ้างกับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน

ลองคิดเล่นๆดูกันนะว่าเราใช้อินเตอร์เน็ตทำอะไรกันบ้างในแต่ละวัน และอินเตอร์เน็ตดีกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันของเราอย่างไร

  • ใช้ในการส่งเอกสาร บางพื้นหรือบางสถานที่ในการทำงานมีการส่งเอกสารซึ่งเอกสารนั้นก็สามารถส่งได้โดยใช้อินเตอร์เน็ตเป็นส่วนในการส่ง อาทิเช่นส่งไฟล์ข้อมูลให้กับบุคคลอื่น เพื่อที่เขาอาจจะนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้เป็นเอกสารทำธุรกรรม การส่งไฟล์นี้สามารถไปปลิ้นได้แทนที่เราจะวิ่งเอาเอกสารไปส่งเหมือนเมื่อก่อน เพียงแค่นี้เอกสารก็ถึงมือผู้รับโดยไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องเสียเวลาและตังค์กันเลย
  • ใช้ในการโทรหาคนที่คุณรักหรือติดต่อประสานงานอื่นๆ แน่นอนคะว่าเราสามารถโทรหากันผ่านทางอินเตอร์เน็ตไม่ว่าจะเป็นแอ๊บอะไรก็ตามก็ย่อมใช้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อมต่อด้วยกันทั้งสิ้น เราสามารถมองหน้าคนที่คุณอยากเจอหรือคนรักของคุณได้โดยไม่ต้องขับรถไปหากัน เราสามารถคุยกันได้เวลาหาอะไรไม่เจอ หรือเราสามารถบอกเหตุการณ์ต่างๆกันได้ เรียกได้ว่าเป็นยุคที่ดีสำหรับคนอยู่ห่างไกลกันเลย เพราะเราสามารถคุยกันได้โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง และเสียค่าใช้จ่ายเกินความจำเป็นแต่เราก็ยังสามารถเจอหน้าหรือพูดคุยกับคนที่เราต้องการเจอได้อีกด้วย
  • ใช้ในการสั่งซื้อสินค้า แน่นอนคะว่าสมัยนี้เราไม่จำเป็นจะต้องเดินทางไปซื้อสินค้าต่างๆอีกแล้ว เนื่องจากอินเตอร์เน็ตที่เรารู้จักเนี่ยแหละเขาพัฒนาให้สั่งสินค้าต่างๆได้แล้ว ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม สามารถกดสั่งซื้อสินค้าที่เราชื่นชอบหรืออยากได้ได้ในทันที โดยปลายทางจะส่งมาให้เราภายในระยะเวลาที่เขากำหนด อย่างเช่นสั่งอาหารภายใน 30 นาที เพียงแค่เราเลือกเมนูอาหารที่เราอยากทานเพียงรอแค่ 30 นาทีเท่านั้น ท่านก็รับอาหารที่หน้าประตูบ้านกันได้เลยแหละ

ยุคสมัยเปลี่ยนเราก็ต้องยอมรับให้ได้ว่าอะไรต่อมิอะไรก็ได้เปลี่ยนเปลี่ยนไปเช่นกัน หากเราจะอยู่กับปัจจุบันให้ได้ เราก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปตามยุคตามสมัย เราอาจจะเจอว่าคนในสมัยปัจจุบันนี้เล่นโทรศัพท์กับแทบจะทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน วัยกลางคน หรือแม้กระทั่งคนเฒ่าคนแก่ และยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาต่างเล่นโทรศัพท์ที่มีการใช้งานผ่านแอ๊บกับค่อนข้างมากอีกด้วย เพราะเนื่องจากยุคสมัยเปลี่ยนไปเราก็ต้องปรับเปลี่ยนตามยุคสมัยนั้นๆ เพื่อการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น